ทำงานเกินเวลา ทำงานวันหยุด แล้วสงสัยว่าควรได้เงินเพิ่มเท่าไร บทความนี้สรุปวิธีคิดตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 จากฉบับรวมของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน พร้อมตัวอย่างตัวเลข
สรุปสั้น ๆ
| ทำงานแบบไหน | ได้อย่างน้อย | มาตรา |
|---|---|---|
| โอทีในวันทำงาน | 1.5 เท่าของค่าแรงต่อชั่วโมง | 61 |
| ทำงานในวันหยุด (ได้ค่าจ้างวันหยุดนั้นอยู่แล้ว) | เพิ่มอีก 1 เท่า | 62 (1) |
| ทำงานในวันหยุด (ไม่ได้ค่าจ้างวันหยุดนั้น) | 2 เท่า | 62 (2) |
| โอทีในวันหยุด | 3 เท่า | 63 |
ทุกอัตราเป็น ขั้นต่ำ กฎหมายใช้คำว่า "ไม่น้อยกว่า" นายจ้างจ่ายมากกว่านี้ได้
ขั้นที่ 1: หาค่าแรงต่อชั่วโมง
ลูกจ้างรายเดือน มาตรา 68 กำหนดว่า ค่าจ้างต่อชั่วโมงคือ ค่าจ้างรายเดือนหารด้วยผลคูณของ 30 กับจำนวนชั่วโมงทำงานต่อวันโดยเฉลี่ย
ค่าแรงต่อชั่วโมง = เงินเดือน ÷ (30 × ชั่วโมงทำงานต่อวัน)
หาร 30 เสมอ ไม่ว่าเดือนนั้นจะมี 28 หรือ 31 วัน ชั่วโมงทำงานต่อวันไม่นับเวลาพัก เช่น เข้างาน 08.30 เลิก 16.30 พักเที่ยง 1 ชั่วโมง เท่ากับทำงาน 7 ชั่วโมง
ลูกจ้างรายวัน ใช้ค่าแรงต่อวันหารด้วยชั่วโมงทำงานต่อวัน
ขั้นที่ 2: คูณตามประเภทงาน
โอทีในวันทำงาน (มาตรา 61)
ไม่น้อยกว่า 1.5 เท่า ของค่าแรงต่อชั่วโมง ตามจำนวนชั่วโมงที่ทำ
ทำงานในวันหยุด (มาตรา 62)
- ถ้าลูกจ้าง ได้ค่าจ้างของวันหยุดนั้นอยู่แล้ว ต้องจ่าย เพิ่มอีกไม่น้อยกว่า 1 เท่า
- ถ้าลูกจ้าง ไม่ได้ค่าจ้างของวันหยุดนั้น ต้องจ่าย ไม่น้อยกว่า 2 เท่า
ใครได้ค่าจ้างวันหยุดบ้าง: มาตรา 56 กำหนดว่าลูกจ้างรายเดือนได้ค่าจ้างในวันหยุดประจำสัปดาห์ ส่วนลูกจ้างรายวัน รายชั่วโมง และตามผลงาน ไม่ได้ค่าจ้างในวันหยุดประจำสัปดาห์ แต่ได้ค่าจ้างในวันหยุดตามประเพณีและวันหยุดพักผ่อนประจำปี
โอทีในวันหยุด (มาตรา 63)
ไม่น้อยกว่า 3 เท่า ของค่าแรงต่อชั่วโมง
ตัวอย่างการคำนวณ
ตัวอย่างที่ 1: เงินเดือน 15,000 บาท ทำงานวันละ 8 ชั่วโมง โอที 2 ชั่วโมง
- ค่าแรงต่อชั่วโมง = 15,000 ÷ (30 × 8) = 62.50 บาท
- ค่าโอที = 2 × 1.5 × 62.50 = 187.50 บาท
ตัวอย่างที่ 2: เงินเดือน 24,000 บาท ทำงาน 08.30–16.30 พัก 1 ชั่วโมง (7 ชั่วโมงต่อวัน)
กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานใช้กรณีนี้ในหนังสือตอบข้อหารือเรื่องการคำนวณค่าล่วงเวลา (พฤศจิกายน 2568) โดยให้นำ 24,000 หาร 30 หาร 7 เป็นค่าแรงต่อชั่วโมง แล้วคูณตามประเภทงาน
- ค่าแรงต่อชั่วโมง = 24,000 ÷ (30 × 7) = 114.29 บาท
- โอทีวันทำงาน 4 ชั่วโมง = 4 × 1.5 × 114.29 = 685.71 บาท
- ทำงานวันหยุดประจำสัปดาห์เต็มวัน 7 ชั่วโมง (ได้ค่าจ้างวันหยุดอยู่แล้ว) = 7 × 1 × 114.29 = 800.00 บาท
- โอทีในวันหยุด 4 ชั่วโมง = 4 × 3 × 114.29 = 1,371.43 บาท
ตัวเลขทุกตัวคำนวณจากค่าแรงต่อชั่วโมงแบบไม่ปัดเศษ แล้วปัดครั้งเดียวตอนแสดงผล
ตัวอย่างที่ 3: ลูกจ้างรายวัน ค่าแรงวันละ 400 บาท ทำงานวันละ 8 ชั่วโมง
- ค่าแรงต่อชั่วโมง = 400 ÷ 8 = 50 บาท
- โอทีวันทำงาน ชั่วโมงละ 50 × 1.5 = 75 บาท
- ทำงานในวันหยุดประจำสัปดาห์ (ไม่ได้ค่าจ้างวันนั้น) ชั่วโมงละ 50 × 2 = 100 บาท
อยากคำนวณของตัวเอง ใช้ เครื่องคำนวณค่าแรงรายชั่วโมงและค่าโอที ใส่เงินเดือนหรือค่าแรงรายวัน ชั่วโมงทำงานต่อวัน และจำนวนชั่วโมงโอที ระบบแสดงวิธีคิดทีละขั้น
กฎอื่นที่ควรรู้
- เวลาทำงานปกติ (มาตรา 23) วันละไม่เกิน 8 ชั่วโมง สัปดาห์ละไม่เกิน 48 ชั่วโมง ถ้าเป็นงานที่อาจเป็นอันตราย วันละไม่เกิน 7 ชั่วโมง สัปดาห์ละไม่เกิน 42 ชั่วโมง
- ต้องได้รับความยินยอม (มาตรา 24) นายจ้างให้ทำโอทีในวันทำงานได้เมื่อลูกจ้างยินยอมก่อนเป็นคราว ๆ ไป ยกเว้นงานที่ต้องทำติดต่อกันหรืองานฉุกเฉิน
- โอทีรวมกับงานวันหยุด ไม่เกินสัปดาห์ละ 36 ชั่วโมง (มาตรา 26 และกฎกระทรวงฉบับที่ 3 พ.ศ. 2541)
- พักก่อนทำโอที (มาตรา 27) ถ้าทำโอทีต่อจากเวลาปกติตั้งแต่ 2 ชั่วโมงขึ้นไป นายจ้างต้องจัดเวลาพักไม่น้อยกว่า 20 นาทีก่อนเริ่มทำโอที
- งานบางประเภท (มาตรา 65) มีหลักเกณฑ์เรื่องค่าล่วงเวลาต่างออกไป ควรตรวจสอบกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
ค่าแรงขั้นต่ำ
ตามประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง เรื่อง อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ (ฉบับที่ 14) ซึ่งมีผลตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2568 ค่าจ้างขั้นต่ำอยู่ระหว่าง 337–400 บาทต่อวัน ตามพื้นที่ กรุงเทพมหานครเป็น 400 บาทต่อวัน อัตรานี้อาจเปลี่ยนเมื่อมีประกาศใหม่ ควรตรวจประกาศล่าสุดจากกระทรวงแรงงาน
หมายเหตุ
ข้อมูลในบทความนี้มาจากฉบับรวมพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน หนังสือตอบข้อหารือของกองนิติการ และประกาศคณะกรรมการค่าจ้างในราชกิจจานุเบกษา เปิดอ่านเมื่อ 28–29 กันยายน 2569 เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมาย ถ้ามีข้อพิพาท ติดต่อสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในพื้นที่ หรือสายด่วน 1506 กด 3 หรือ 1546



