อัดเสียงประชุมมาเป็นไฟล์ WAV ใหญ่จนส่งอีเมลไม่ได้ ได้ไฟล์ M4A ที่มือถือบางรุ่นตั้งเป็นริงโทนไม่ได้ หรืออยากตัดเพลงเหลือแค่ท่อนฮุก บทความนี้อธิบายว่าไฟล์เสียงแต่ละชนิดต่างกันยังไง ควรแปลงเป็นอะไร และตัดยังไง
สรุปสั้น ๆ
- ไฟล์ใหญ่เกิน หรือเครื่องเปิดไม่ได้ แปลงเป็น MP3 ด้วย แปลงไฟล์เสียงเป็น MP3
- อยากได้แค่บางช่วง ใช้ ตัดไฟล์เสียง เลือกเวลาเริ่มและจบ
- ทำริงโทน ตัดให้สั้น แล้วบันทึกเป็น MP3 ซึ่งหน้าช่วยเหลือของ Pixel และ Samsung ระบุว่าใช้ได้
ทั้งสองเครื่องมือทำงานในเบราว์เซอร์ ไฟล์ไม่ถูกอัปโหลด
ไฟล์เสียงแต่ละชนิดต่างกันยังไง
MDN (เอกสารสำหรับนักพัฒนาเว็บของ Mozilla) แบ่งการบีบอัดเสียงเป็นสองแบบ
- แบบไม่เสียคุณภาพ (lossless) เช่น FLAC ถอดออกมาแล้วได้เสียงเหมือนต้นฉบับทุกบิต แต่ลดขนาดได้ราว 40–50% เท่านั้น
- แบบเสียคุณภาพ (lossy) เช่น MP3, AAC, Opus, Vorbis ตัดรายละเอียดที่หูได้ยินไม่ชัดทิ้ง ลดขนาดเหลือราว 5–20% ของเสียงที่ไม่บีบอัด ยิ่งบีบมากยิ่งเสียคุณภาพมาก
| ชนิดไฟล์ | คืออะไร |
|---|---|
| WAV | รูปแบบที่ Microsoft กับ IBM พัฒนา แทบทุกไฟล์เก็บเสียงแบบ PCM ไม่บีบอัด จึงไฟล์ใหญ่ |
| MP3 | แบบเสียคุณภาพ MDN ระบุว่าใช้กันแพร่หลายและรู้จักมากที่สุด |
| M4A | ไฟล์ตระกูล MP4 ที่มีแต่เสียง ข้างในมักเป็น AAC ซึ่งออกแบบให้บีบอัดได้มากกว่า MP3 ที่คุณภาพสูงกว่า |
| FLAC | แบบไม่เสียคุณภาพ ไฟล์เล็กกว่า WAV แต่ใหญ่กว่า MP3 มาก |
| OGG / Opus | ไฟล์ Ogg ใส่เสียง Vorbis หรือ Opus ได้ ทั้งสองแบบเสียคุณภาพ |
ตัวอย่างขนาด: MDN คำนวณว่าเสียงสเตอริโอ 16 บิต 48 kHz แบบไม่บีบอัดกินพื้นที่ 192 KB ต่อวินาที หรือราว 11 MB ต่อนาที (คำนวณต่อจากตัวเลขของ MDN) ขณะที่ Gmail ส่วนตัวแนบไฟล์ได้ไม่เกิน 25 MB ไฟล์ WAV ยาวไม่กี่นาทีก็เกินแล้ว
ควรแปลงเป็น MP3 กี่ kbps
MDN ระบุว่า MP3 ใช้บิตเรตได้หลายค่า เช่น 128, 192 และ 320 kbps ยิ่งบิตเรตสูง ไฟล์ยิ่งใหญ่ และแนะนำขั้นต่ำ 128 kbps สำหรับเสียงสเตอริโอ
| เลือก | เหมาะกับ |
|---|---|
| 128 kbps | เสียงพูด พอดแคสต์ บันทึกประชุม ไฟล์เล็ก |
| 192 kbps | เพลงทั่วไป |
| 320 kbps | คุณภาพสูงสุดของ MP3 ไฟล์ใหญ่ที่สุด |
ข้อควรรู้: แปลง MP3 กลับเป็น WAV หรือ FLAC ไม่ได้ทำให้เสียงดีขึ้น เพราะรายละเอียดที่ถูกตัดไปแล้วเอากลับมาไม่ได้ ควรแปลงจากไฟล์ต้นฉบับที่คุณภาพดีที่สุดที่มี
แปลงไฟล์เสียงทีละขั้น
- เปิด แปลงไฟล์เสียงเป็น MP3 แล้วเลือกไฟล์ เปิดได้ทั้ง WAV, M4A, AAC, FLAC, OGG, Opus, WebM และดึงเสียงจากวิดีโอ MP4, MOV, MKV
- เลือกชนิดไฟล์ปลายทาง MP3 (128/192/320 kbps), WAV หรือ M4A
- กดแปลง แล้วดาวน์โหลด
ตัดเพลงหรือไฟล์เสียง
- เปิด ตัดไฟล์เสียง แล้วเลือกไฟล์
- พิมพ์เวลาเริ่มและจบ เช่น 0:30 ถึง 1:00 หรือกดเล่น หยุดตรงจุดที่ต้องการ แล้วกดปุ่มนาฬิกาเพื่อใช้เวลานั้น
- ฟังตรวจก่อน แล้วกดตัด ไฟล์ MP3, WAV และ M4A ได้ชนิดเดิมเป็นค่าเริ่มต้น เปลี่ยนเป็นชนิดอื่นได้ก่อนกดตัด
ทำริงโทนมือถือ
iPhone: Apple อธิบายว่าให้ทำริงโทนด้วยแอป GarageBand เลือกไฟล์เสียงจากแอปไฟล์ได้ ริงโทนยาวได้ ไม่เกิน 30 วินาที ถ้ายาวกว่านั้น GarageBand จะตัดให้อัตโนมัติ และไฟล์ที่มีการป้องกันลิขสิทธิ์ใช้เป็นริงโทนไม่ได้ ถ้าอยากเลือกท่อนเอง ตัดให้เหลือไม่เกิน 30 วินาทีก่อนนำเข้า
Android:
- Pixel: Google แนะนำให้คัดลอกไฟล์เพลง (MP3) ไปไว้ในโฟลเดอร์ Ringtones แล้วไปที่ เสียงและการสั่น > เสียงเรียกเข้า
- แอป Files by Google: เปิดไฟล์เสียง กด เพิ่มเติม > ตั้งเป็นเสียงเรียกเข้า แล้วอนุญาตให้แอปแก้ไขการตั้งค่าระบบ
- Samsung: Samsung ระบุว่ารองรับ MP3, WMA, AAC และ FLAC ส่วน M4A ต้องแปลงก่อน และเพลงที่เล่นผ่านแอปสตรีมมิง เช่น Spotify ตั้งเป็นริงโทนไม่ได้
เรื่องลิขสิทธิ์
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 32 ยกเว้นการใช้งานอันมีลิขสิทธิ์ที่ไม่ขัดต่อการหาประโยชน์ตามปกติของเจ้าของ และไม่กระทบสิทธิของเจ้าของเกินสมควร ซึ่งรวมถึงการใช้เพื่อประโยชน์ของตนเองหรือคนในครอบครัว การตัดเพลงที่คุณมีสิทธิ์ใช้มาเป็นริงโทนในเครื่องตัวเองจึงต่างจากการนำไปเผยแพร่หรือขายต่อ ถ้าจะนำเสียงไปใช้ในงานที่เผยแพร่ ควรใช้เพลงที่ได้รับอนุญาต
หมายเหตุ
ข้อมูลในบทความนี้มาจาก MDN Web Docs, หน้าช่วยเหลือของ Apple, Google และ Samsung และพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ฉบับรวมแก้ไขที่เผยแพร่บนเว็บไซต์กรมประชาสัมพันธ์ ที่เปิดอ่านเมื่อ 30 กันยายน 2569 วิธีตั้งริงโทนอาจต่างกันตามรุ่นและเวอร์ชันระบบ บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมาย



